เตรียมตัวก่อนไปตุรกี🌇

เตรียมตัวก่อนไปตุรกี🌇

เตรียมตัวก่อนออกเดินทาง

1.ทำโปรแกรมการเดินทาง

การจะไปแบ็คแพ็คหรือเดินทางไปไหนก็แล้วแต่ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด จะรอดหรือจะไม่รอดก็อยู่ที่ขั้นตอนนี้ คำว่าทำแผนการเดินทาง คือ การทำโปรแกรมการเที่ยวว่าวันไหนไปไหน ไปอย่างไร (ทำให้ละเอียด) ไปกี่วัน จากที่หนึ่งไปที่หนึ่งไปยังไง และสำคัญ คือ ทำแผนสำรองไว้ด้วย เพราะการเที่ยวต่างประเทศด้วยตัวเองไม่เป็นไปตามแผนเสมอ เช่น วันนี้ทำโปรแกรมว่าจะไปสถานที่ a อยู่ที่ a ทั้งวัน แต่เอาเข้าจริงวันนั้นสถานที่ a เข้าไม่ได้เนื่องจากปิดทำการ ถ้าไม่มีแผนสำรองวันนั้นได้นั่งกินมาม่าที่โรงแรมไม่ต้องไปไหนแน่นอนครับ ซึ่งการทำโปรแกรมที่ดีควรต้องทำให้เยอะ (เขียนโปรแกรมและสถานที่ท่องเที่ยวไปให้เยอะ ๆ ให้ละเอียด ส่วนเมื่อไปถึงจริงจะไปหรือไม่ไปก็ค่อยว่ากันอีกที เพราะถ้าทำแบบนี้หากเกิดเหตุสุดวิสัยไปสถานที่ที่กำหนดไม่ได้ก็ยังไปที่อื่นในโปรแกรมได้) และเผื่อเวลาให้มาก ๆ (สำคัญมากครับการเผื่อเวลา เช่น ไปถึงเมือง ก 10.00 น. ต้องเปลี่ยนไปขึ้นรถไปที่เมือง ก ผมแนะนำให้กะเวลาเปลี่ยนรถไฟให้นาน ๆ นานเท่าไหร่ได้ยิ่งดี เช่น ถึงเมือง ก 10.00 น. เวลาที่ควรขึ้นรถไฟไปต่อ คือ 10.20 น. หรือมากกว่านั้น เพราะถ้าเวลาน้อยเกิน เช่น มีเวลาเปลี่ยนรถไฟแค่ 5 นาที หากรถไฟคันแรกมันมาช้าไปหกนาทีหรือมีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เรามาไม่ทันการเปลี่ยนรถไฟ มันจะทำให้เราเกิดปัญหาได้)
      โดยเฉพาะเมื่อคุณคิดจะไปเที่ยวตุรกีแล้ว คุณต้องทำการบ้านเป็นสองเท่า เพราะถ้าใครเคยไปญี่ปุ่นหรือยุโรปมาแล้วและคิดว่าที่นี่จะเหมือน ให้เลิกคิดไปได้เลย เพราะแม้ที่นี่จะเป็นประเทศที่ค่อนข้างเจริญในระดับหนึ่ง แต่ประเทศนี้ก็เป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่มากในระดับหนึ่งด้วยเช่นกัน นั่นแปลว่าอะไร ? แปลว่า แม้ที่ตุรกีจะมีรถไฟ แต่รถไฟก็ไม่ได้ครอบคลุมไปหมดทุกพื้นที่ แต่อย่างไรเสียแม้รถไฟจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่เราก็ไม่ต้องไปกลัว เพราะที่นี่มีรถบัสหรือรถทัวร์คอยให้บริการเกือบทุกมุมเมือง ตรอก ซอกซอย หมู่บ้าน ดังนั้น จึงไม่ใช่ปัญหาถ้าคุณคิดจะไปประเทศนี้ โดยเตรียมพร้อมไปด้วยข้อมูลและโปรแกรมการเดินทางที่ดีโปรแกรมปกติที่หลาย ๆ คนไปเที่ยวมาจะเที่ยวแบบเป็นวงกลม (เพื่อมองเห็นภาพได้ง่ายขึ้นโปรดดูแผนที่ประกอบ)

    CR:https://travel.kapook.com

เริ่มต้นจากอิสตันบูล >> แล้วจะไปที่คัปปาโดเซีย >> แล้วต่อไปปามุคคาเล >> ปิดท้ายที่เซลจุก (เมืองโบราณเอฟิซุส) >> และกลับอิสตันบูล หรือจะทำเหมือนโปรแกรมแรกแต่เริ่มต้นที่เซลจุกแล้วไปปิดที่คัปปาโดเซียก็ได้ไม่มีปัญหา หรือถ้าใครมีเวลามากหน่อยจะไปต่อที่อังการา หรืออิซมีร์ หรือกอนยา (คอนย่า) ก็ถือเป็นโปรแกรมที่น่าสนใจไม่น้อย หรือถ้าใครอยากเห็นเมืองโบราณที่เคยโด่งดังในอดีตอย่างเมืองทรอย ก็ไป ที่ชานักกาเล (ซึ่งไม่ไกลจากอิสตันบูลเท่าไร) และหากใครมีเวลาแบบเหลือ ๆ แล้วอยากเปิดมุมมองใหม่ ๆ ก็ไปทางตะวันออกของประเทศ (อาณาจักรโคมายานา หุบเขาเทพเจ้า เขาเนมรุต) ก็เป็นโปรแกรมที่น่าสนใจไม่ใช่เล่น

2.วีซ่า (VISA) 

 ตุรกีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่คนที่ถือหนังสือเดินทางของประเทศไทยอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ สามารถเข้าตุรกีได้ง่ายแสนง่าย (ถ้าอยู่ไม่เกิน 30 วัน) หรือถ้าพูดง่าย ๆ แค่คุณไปแต่ตัวและมีหนังสือเดินทางเมื่อคุณลงจากเครื่องก็เดินตรงเข้าไปในด่านตรวจคนเข้าเมืองได้เลย โดยไม่ต้องเขียนใบอะไรทั้งนั้น ทั้งใบขาเข้า ใบขาออก ใบสำแดง ใบ…และสำคัญจะบอกว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่นี่เขาเหมือนไม่ค่อยสนใจอะไรมากด้วย เพราะเท่าที่ผมสังเกตพี่แกไม่ถามอะไรใครสักคน (ดูหนังสือเดินทางแล้วมองหน้าเราว่าคนเดียวกับหนังสือเดินทางไหม ถ้าตรงก็ให้ผ่านโดยไม่พูด ไม่ถามอะไรสักคำ)
แต่… ถ้าใครคิดจะไปเกิน 30 วัน ก็ต้องขอวีซ่า ซึ่งการขอต้องเตรียมเอกสาร ดังนี้
 – หนังสือเดินทางมีอายุการใช้งานเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
 – รูปถ่ายสีขนาด 2 นิ้ว 2 ใบ ฉากหลังสีขาว
 – จดหมายจากที่ทำงานเป็นภาษาอังกฤษ ระบุตำแหน่ง เงินเดือน วันลา
 – หลักฐานการเงินทางธนาคาร
 – ค่าวีซ่าแบบ Multiple (เข้า-ออกหลายครั้ง) ราคา 3,850 บาท ถ้าแบบ Single Entry ราคา 2,000 บาท หรือจะโทรสอบถามสถานเอกทูตตุรกี ประจำประเทศไทย ได้ที่เบอร์ 0 2274 7262-3

3.สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับวิธีการเดินทางในตุรกี

ข้อนี้ขอแยกเป็น 2 หัวข้อย่อย ได้แก่ 
    – การเดินทางข้ามเมือง
    – การเดินทางในอิสตันบูล

3.1 การเดินทางข้ามเมือง

 จริง ๆ การเดินทางข้ามเมือ หรือข้ามจังหวัดของตุรกีที่เห็นหลัก ๆ มีกันอยู่ 3 แบบ (ไม่รวมกรณี เช่ารถขับ)
1.เครื่องบิน : ซึ่งเป็นการเดินทางที่นิยมกันในระดับหนึ่ง เพราะตุรกีเป็นประเทศที่กว้างใหญ่พอสมควร (ใหญ่ถึงขนาดนั่งรถกันไปเป็นวัน ๆ กันเลยทีเดียว) และราคาเครื่องบินภายในประเทศก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย แต่คำตอบนี้ก็อาจยังไม่ตอบโจทย์นักเดินทางได้ดีซะทีเดียว เพราะสถานที่ท่องเที่ยวบางที่ก็ไกลออกไปจากตัวเมืองหรือสนามบินไม่น้อย  เมื่อคุณซื้อตั๋วเครื่องบินหรือก่อนซื้อโปรดดูดี ๆว่าคุณต้องไปขึ้น ไปลงที่สนามบินไหนในอิสตันบูล เพราะในอิสตันบูลมีสนามบินหลักอยู่ 2 สนามบิน ซึ่งสนามบินที่เราลงเครื่องตอนเข้าตุรกีจะเป็นสนามบินอิสตันบูลฝั่งยุโรป ชื่อ สนามบินอตาเติร์ก หรือ Atatuk และอีกสนามบินหนึ่งอยู่ทางฝั่งเอเชีย ชื่อ สนามบินซาบิฮา โกคเคน หรือ Sabiha Gokcen
2.รถไฟ : รถไฟในตุรกีถ้าใครคิดไม่ออกให้คิดภาพรถไฟไทยดูครับ คือ จะบอกว่ารถไฟในตุรกีก็มีเหมือนบ้านเรา แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยว เนื่องจากรถไฟที่นี่ถึงมีแต่ก็ไม่ได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งไม่มีรถไฟเข้าไปถึง
3. รถทัวร์ รถบัส เป็นคำตอบที่ใช่ที่สุดสำหรับคนตุรกีและนักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ เพราะไม่ว่าจากไหน ไปไหน เมืองไหน หมู่บ้านไหน รถทัวร์ก็มีไปถึง และสำคัญมีวันหนึ่งไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ การซื้อตั๋วก็แสนง่าย ซึ่งถ้าคุณคิดใช้บริการคุณไม่ต้องทำการจองหรือซื้อล่วงหน้าไปก่อนแต่อย่างใด แค่คุณไปถึงสถานีรถแล้วก็ซื้อก่อนรถจะออกสักชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมง ส่วนตารางเวลารถก็ไปดูเอาที่สถานีเลย มีให้ใช้บริการหลายบริษัท

3.2 การเดินทางในอิสตันบูล

– ระบบคมนาคมในอิสตันบูลที่เห็นหลัก ๆ มีอยู่ 3 แบบ (ไม่รวมแท็กซี่) ได้แก่ รถบัส เรือข้ามฝาก และรถไฟ ซึ่งรถไฟในอิสตันบูลก็แบ่งได้อีก 2 แบบ ได้แก่ รถไฟฟ้า (บนดิน/ใต้ดิน) และรถรางที่วิ่งกันบนถนน ซึ่งทั้งสองแบบนี้ผมขอเรียกรวม ๆ กันว่า “รถไฟ”
 – เมื่อดูจากแผนที่จะเห็นเส้นทางรถไฟเต็มไปหมด หลายสี หลายสาย เพื่อเป็นการไม่ให้งงและง่ายต่อความเข้าใจ ผมขอตัดทิ้งทั้งหมด คงเหลืออธิบายแต่สายหลัก ๆ ที่เราจำต้องใช้อยู่เพียง 2 สายหลัก และ 1 สายย่อย
 1 สายย่อย ได้แก่ เส้นสีขาว ๆ (เส้นข้ามทะเลจากฝั่งยุโรปไปเอเชีย) เส้นนี้เรียกว่าเส้น Marmaray เป็นรถไฟฟ้าลอดใต้ทะเลจากฝั่งยุโรปไปเอเชีย (หากใครมาถึงอิสตันบูลน่าจะลองใช้บริการดู เพื่อเป็นประสบการณ์) จริง ๆ แล้วเส้นนี้จะวิ่งแค่ 2-3 สถานี ได้แก่ สถานี Sirkeci > Uskudar > Ibrahimaga หรือ Ayrilikcesme (สถานีมีห้างใหญ่มาก ๆ)
 2 สายหลัก ได้แก่ สายสีแดง (M1) สายนี้เป็นรถใต้ดิน ซึ่งเราต้องใช้บริการอย่างแน่นอน และใช้บริการเป็น สายแรกเมื่อมาถึงสนามบินแล้วจะต้องเดินทางเข้าเมือง ซึ่งสถานีที่สนามบินชื่อว่า สถานี Havalimani (รูปเครื่องบิน)  เมื่อดูจากรูปจะเห็นว่าสายนี้ไปเชื่อมกับรถรางสายสีน้ำเงิน (T1) อยู่สามสถานี ได้แก่  ## Zeytinburnu (ซึ่งสถานีรถไฟ ยู่ติดกับรถรางเลย)/## Cevizlibag aoy/ ## Topkapi (ซึ่งสถานีรถไฟอยู่ห่างจากรถรางประมาณ 200 เมตร) และอีกสถานีหนึ่งของสายนี้ที่เราจำต้องใช้ คือ สถานี Otogar (ที่แปลว่า สถานีขนส่ง) เพราะถ้าเราจะขึ้นรถทัวร์ต้องมาขึ้นที่นี่
 3. สายหลักอีกสาย ได้แก่ สีน้ำเงิน (T1) สายนี้เป็นรถรางจะวิ่งไปตามท้องถนนเป็นสายหลัก ทุกคนที่จำต้องไปอิสตันบูลต้องใช้บริการอย่างแน่นอน เพราะเป็นรถไฟที่วิ่งผ่านแหล่งและจุดสำคัญ ๆ ทั่วทั้งเมือง เช่น
สถานี Bayazit คือ ตลาดแกรนด์บาซาร์
สถานี Sultan ahmet คือ สุเหร่าเซนต์โซเฟีย บลูมอสก์
สถานี Gulhane คือ ย่านเมืองเก่า และ พระราชวัง Topkapi
สถานี Sirkeci คือ ท่าเรือข้ามฝาก และ ริมทะเล
สถานี Eminonu คือ ตลาดสไปซ์ และ สะพานกาลาตา
สถานี Karakoy คือ หอกาลาตา
สถานี Kabatas คือ พระราชวัง โดมาบาเช่
– ทุกสายไม่ว่ารถรางหรือรถใต้ดิน หากเราลงจากสายแรกแล้วเปลี่ยนสายไปขึ้นอีกสาย เช่น เปลี่ยนจากรถใต้ดินไปขึ้นรถราง ก็ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม สายใครสายมัน ใช้ร่วมกันไม่ได้ ราคาค่าใช้บริการอยู่ที่ประมาณ 3 TR หรือประมาณ 45 บาท ตลอดสาย แต่….ถ้าคุณใช้บัตรรถไฟแบบเติมเงินหรือที่เรียกว่า Istanbul card (Istanbulkart) คุณก็สามารถใช้บริการเฉลี่ยต่อรอบได้ประมาณ 2 TR ประมาณ 30 บาทเท่านั้น
– รถเมล์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ วิธีการขึ้นก็ไม่ยาก แค่คุณดูรถประเภทมีแอร์และมีตัวอักษรอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น ดูว่าตัวอักษรระบุว่ารถคันนี้ผ่านที่ไหนบ้าง ถ้าผ่านที่ที่เราจะไปก็ขึ้นได้เลย และรถเมล์ก็สามารถใช้  Istanbul card ได้เหมือนและราคาเท่า ๆ กับรถราง

4.ภูมิอากาศและการแต่งกาย

 เนื่องจากตุรกีเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ ภูมิอากาศจึงแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ มีตั้งแต่ต่ำสุดถึงติดลบ และสูงสุดถึง 30 กว่าองศาเซลเซียส เช่น ชายฝั่งมีอากาศแบบเมติเตอร์เรเนียน ฤดูร้อน (เดือนมิถุนายน-เดือนกันยายน) จะร้อน ฤดูหนาว (เดือนธันวาคม-เดือนมีนาคม) จะเย็นสบายค่อนไปทางหนาว แต่ถ้าเป็น พื้นที่ตอนกลางและตะวันออกของประเทศ ฤดูร้อนจะร้อน แต่ฤดูหนาวจะหนาวจัด ดังนั้น ก็ต้องดูว่าเราเลือกที่จะไป ฤดูไหน และส่วนไหนของประเทศ ซึ่งถ้าไปตอนกลางของประเทศ เช่น คัปปาโดเซีย ในฤดูหนาว ก็จงเตรียมเสื้อผ้าที่กันหนาวแบบอย่างดีไปเลย แต่ถ้าไปในฤดูร้อนก็เตรียมเสื้อแขนยาวเพื่อกันแดดไปหน่อยก็ดี

5.โทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสาร

 จริง ๆ จะบอกว่าเมื่อไปตุรกีเรื่องนี้ไม่ต้องห่วงครับ เพราะเรื่องโทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสารเป็นเรื่องที่แสนง่าย โดยผมมีให้เลือกใช้บริการถึง 3 แบบ (ในกรณีไม่นับบริการที่นำซิมไปจากเมืองไทย ซึ่งได้แนะนำในกระทู้ที่แล้ว)
– โทรศัพท์โรงแรม : แบบนี้เป็นวิธีที่ง่าย แต่อาจจะแพงที่สุด วิธี คือ คุณไปขอทางโรงแรมโทรกลับเมืองไทย และให้ค่าค่าบริการเขาไปตามแต่เขาจะเรียก
– โทรศัพท์สาธารณะ : ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บัตรแบบเติมเงิน (Pre-paid card) มีราคาประมาณ 8 TR ซื้อได้ตาม ซุ้มร้านค้าทั่วไป
– ซื้อซิมที่ตุรกี : ซึ่งวิธีนี้ก็ไม่ยาก เพราะแค่คุณเดินไปร้านมือถือและเข้าไปขอซื้อซิมเขาได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรประชาชนหรือเอกสารอะไรทั้งนั้น แต่หากเขาไม่ขายให้ผมแนะนำ ให้ไปซื้อที่ Otogar ในอิสตันบูลได้เลย ซึ่งที่นี่จะขายราคา SIM card พร้อมเงินในบัตรให้เราในราคาประมาณ 30-40 TR

6. แลกเงิน 

 มีหลายคำถามเกี่ยวกับเรื่องเงินที่คาใจหลายคน ซึ่งจะขอแนะนำเป็นข้อ ๆ ดังนี้
 – ตุรกีใช้เงินสกุลอะไร หน้าตาเป็นแบบไหน ?
ตอบ : ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ประเทศตุรกีได้เปลี่ยนมาใช้เงินสกุลลีราใหม่ หรือ New Turkish Lira (TRY) ดังนั้น เวลาใครไปตุรกีต้องระหวังให้ดีถ้าเราไปซื้อของร้านไหนแล้วเขาทอนเงินเรามาโดยเป็นเงินสกุลเก่า อย่าไปรับ เพราะถ้ารับมาแล้วเราจะนำไปใช้ต่อไม่ได้ (มีประจำโดยเฉพาะเหรียญ)
** เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในกระทู้นี้ ขอใช้ตัวย่อ TR แทน TRY ซึ่งหมายถึงเงิน New Turkish Lira
– เงินตุรกีมีให้แลกในเมืองไทยไหม ?
ตอบ : มีแต่ไม่ขอเอ่ยชื่อร้านแล้วกัน (เป็นร้านที่มีเงินสกุลแปลก ๆ ให้แลก) เพราะไม่แนะนำให้ไปแลกเลย เนื่องจากราคามันโหดเอามาก ๆ
– เมื่อถือยูโรหรือดอลลาร์ไปแล้วจะนำไปแลกที่ไหนในตุรกี และได้ราคาเท่าไหร่ ?
ตอบ : จริง ๆ แลกที่สนามบินได้ครับ แต่ก็ไม่แนะนำให้แลกเยอะ เพราะที่สนามบินเมื่อดูเรทราคาบวกกับค่าธรรมเนียมแล้วราคาไม่ถือว่าดีเลย (50 USD แลกได้ 100 TRY ตกแล้ว 1 TR = 16 บาทกว่า ๆ) ให้เราแลกไปนิดหน่อยเพื่อเข้าเมือง แล้วนำไปแรกในเมือง ซึ่งสถานีที่เห็นมีร้านแลกเงินหลายร้าน ได้แก่ สถานี Laleli universite/สถานี Beyazit (ตลาดแกรนด์บาซาร์)/สถานี Sultan ahmet…(และอีกหลายสถานีที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว) ราคาจะตกอยู่ที่ 1TRY = 15 บาทกว่า ๆ ( ในกรณี ดอลลาร์ =  32 บาทกว่า ๆ )
 – สรุปแล้วไปตุรกีถือยูโรหรือดอลลาร์ไปดีกว่า ?
ตอบ : มีหลายคนทั้งในไทยและตุรกีบอกว่า ถ้าจะถือไปแลกเงินลีราให้ถือเงินดอลลาร์ไป เพราะจะได้ราคา ดีกว่ายูโรนิดหน่อย (ซึ่งผมไม่แน่ใจในคำตอบนี้ เพราะผมไม่ได้ถือเงินยูโรในเรทราคาเดียวกัน ณ วันที่แลก ไปจากเมืองไทยไปแลกเพื่อเปรียบเทียบ เลยไม่ทราบจริง ๆ ว่าอะไรดีกว่า ได้แต่ฟังเขามาอีกทีเหมือนกัน) แต่….ถ้าถามว่าอะไรนำมาใช้ได้ง่ายกว่า ผมตอบได้เลยว่ายูโรครับ เพราะแม้หลายร้านจะรับทั้งยูโรและดอลลาร์ แต่พอมานั่งดีดราคาดูแล้วบอกตรง ๆ ว่าใช้เงินยูโรซื้อจะซื้อได้คุ้มและถูกกว่าดอลลาร์นิดหน่อย หรือบางร้านก็รับแต่ยูโรไม่รับดอลลาร์ (แต่ร้านที่รับแต่ดอลลาร์ไม่รับยูโรไม่มี)

สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศตุรกี

1. Hagia Sopia พิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟีย
CR:https://www.istockphoto.com
พิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟีย เป็นสิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดในเมืองอิสตันบูลประเทศตุรกี เดิมเคยเป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์สร้างโดยจักรพรรดิจัสติเนียนแห่งไบแซนไทน์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1453 จักรวรรดิออตโตมันมีชัยชนะเหนือจักรวรรดิไบแซนไทน์ สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 จึงดัดแปลงโบสถ์ให้เป็นสุเหร่าแทน โดยสุเหร่าฮาเกียโซเฟียเป็นสุเหร่าหลักของเมืองอิสตันบูลยาวนานกว่า 500 ปี ก่อนรัฐบาลตุรกีจะดัดแปลงให้เป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ. 1935 ความโดดเด่นของที่นี่คือยอดโดมขนาดใหญ่และความงดงามของสถาปัตยกรรมการตกแต่งที่ผสมผสานระหว่างศิลปะไบแซนไทน์กับศิลปะออตโตมันเข้าด้วยกัน

 

2.Sultan Ahmed Mosque หรือ Blue Mosque สุเหร่าสีน้ำเงิน

           CR:https://www.istockphoto.com
สุเหร่าสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 1 หรือสุเหร่าสีน้ำเงิน ตั้งอยู่ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์ฮาเกียโซเฟีย เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1609 เนื่องจากสุลต่านอาห์เหม็ดที่ 1 ต้องการสร้างสุเหร่าศิลปะตะวันออกแบบออตโตมันให้ใหญ่กว่าโบสถ์ฮาเกียโซเฟีย โดยสร้างหันหน้าเข้าหากันแต่อยู่คนละฝั่งเพื่อประชันความยิ่งใหญ่และสวยงาม เอกลักษณ์ของสุเหร่าแห่งนี้คือด้านในสุเหร่าประดับด้วยกระเบื้องสีฟ้าทั้งหมดยามต้องแสงจึงสวยงามมาก ทั้งยังมีลานด้านหน้าที่กว้างที่สุดในกลุ่มสุเหร่าแบบออตโตมันและมีหอสวดมนต์อยู่ถึง 7 หอ

3.Topkapi Palace พระราชวังโทพคาปึ

           CR:https://www.istockphoto.com
พระราชวังโทพคาปึ เมืองอิสตันบูล เดิมเป็นที่ประทับหลักของสุลต่านแห่งจักรวรรดิออตโตมันระหว่างปี ค.ศ. 1465 – 1853 ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่จัดงานรับรองของรัฐบาลประเทศตุรกี พระราชวังแห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดของกลุ่มพระราชวังในสมัยออตโตมัน ตกแต่งอย่างหรูหรา มีอาณาบริเวณกว้าง ทั้งยังตั้งอยู่ในจุดที่สามารถชมวิวช่องแคบบอสฟอรัสได้อย่างสวยงาม ภายในเปิดให้เข้าชมเพียงบางห้องและบางตำหนัก เช่น ห้องแสดงเครื่องเคลือบพอร์ซีเลน ห้องแสดงหนังสือวิจิตรออตโตมัน และตำหนักแบกแดด

4.Grand Bazaar ตลาดแกรนด์บาซาร์

          CR:https://www.istockphoto.com
ตลาดแกรนด์บาซาร์ เมืองอิสตันบูลเป็นตลาดที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศตุรกี มีความเป็นมายาวนานกว่า 1,000 ปี นอกจากจะเก่าแก่ที่สุดแล้ว ยังเป็นตลาดในร่มสถาปัตยกรรมแบบออตโตมันที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกด้วย ภายในตลาดแกรนด์บาซาร์มีร้านค้ามากกว่า 4,000 ร้าน มีทางเข้ามากกว่า 21 ทาง แบ่งออกเป็นโซนตามประเภทสินค้าชัดเจน สินค้าหลักๆ ที่ขายในนี้คือ เครื่องเงิน พรม สิ่งทอ เสื้อผ้า วัตถุโบราณ ทองคำ และของที่ระลึก

5.Oludeniz หาดโอลูเดนิซ

         CR:https://www.istockphoto.com
หาดโอลูเดนิซ เป็นชายหาดที่สวยที่สุดในประเทศตุรกีและเป็นหนึ่งใน 5 ชายหาดและทะเลที่สวยที่สุดในโลกอีกด้วย เพราะเป็นจุดที่ทะเลอีเจี้ยนกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาบรรจบกัน เอกลักษณ์ของที่นี่คือ Blue Lagoon ชายหาดสีขาวคล้ายแหลมที่ทอดตัวออกไปกลางทะเล ล้อมรอบด้วยน้ำทะเลสีฟ้าสดใส ต้นไม้และภูเขาเขียวขจี ทั้งยังมีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำมากมาย เช่นนั่งบอลลูนชมทิวทัศน์มุมสูง ล่องเรือใบในทะเลอีเจี้ยน และอาบแดด

6.Cappadocia เมืองคัปปาโดเกีย

        CR:https://www.istockphoto.com
เมืองคัปปาโดเกีย ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1985 เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตุรกีที่มีภูมิประเทศโดดเด่น ลักษณะเป็นภูเขาหินและขรุขระเหมือนโลกพระจันทร์เพราะเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ชาวพื้นเมืองในสมัยก่อนเจาะภูเขาเป็นโพรงหินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ ในเมืองคัปปาโดเกียมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอยู่มากมาย เช่น เมืองใต้ดิน ปราสาทอุชหิซาร์ และกลุ่มโบสถ์มรดกโลกกลางแจ้งโกเรเม่

7.Pamukkale ปามุคคาเล

           CR:https://www.istockphoto.com
ปามุคคาเล หรือ ปราสาทปุยฝ้าย (Cotton Castle) เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของประเทศตุรกี ความโดดเด่นของที่นี่คือลักษณะภูมิประเทศที่เป็นหน้าผาหินปูนสีขาวเหมือนหิมะไล่ระดับลดหลั่นกัน โดยในแต่ละชั้นก็จะเป็นแอ่งน้ำแร่ที่เรียกว่า Travertine Hot Spring ที่เป็นแหล่งสปาธรรมชาติมาตั้งแต่โบราณ นักท่องเที่ยวนิยมไปแช่น้ำแร่ที่นี่เพราะเชื่อว่าแอ่งน้ำแร่แห่งนี้สามารถรักษาโรค เช่น โรคหัวใจ โรคไต และโรคไขข้ออักเสบได้

8.Ephesus อีเฟซัส

           CR:https://www.istockphoto.com
เมืองอีเฟซัส เป็นเมืองโบราณที่มีมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล เป็นเมืองหลวงของโรมันในอดีตและได้รับการยกย่องว่าเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดแห่งแรกในเอเชีย ศิลปะและสถาปัตยกรรมภายในเมืองเป็นแบบกรีก – โรมัน แหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ภายในเมืองคือ The Library of Celcus หอสมุดประจำเมืองศิลปะแบบเฮลเลนนิสติก โรงละครเอฟิอุซ โรงละครกลางแจ้งโบราณที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในประเทศตุรกี และวิหารเทพีอาร์ทีมิส

 ✨ อย่าลืมกดไลค์และแชร์บทความให้กำลังใจด้วยนะคะ 

สามารถดูโปรแกรม สุดคุ้มได้ที่ www.bondstreettour.com

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line@bondstreettour

ขอบคุณข้อมูลดีๆจากhttps://travel.kapook.com/view97055.html https://travelblog.expedia.co.th